วันพุธที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2556

ประเทศอังกฤษ

                            

การเข้ามาของอังกฤษสมัยอยุธยา

               เข้ามากรุงศรีอยุธยาหลังฮอลันดา 8 ปี  ลูกัส  เอนทูนิส  และพวกพ่อค้าชาวอังกฤษทั้งหมดได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระเอกาทศรถ  เพื่อถวายพระราชสาสน์ของพระเจ้าเจมส์แห่งอังกฤษ  เมื่อวันที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2155  ปรากฏว่าเป็นที่พอพระราชหฤทัยมาก  เพราะเป็นประวัติศาสตร์ของไทยที่มีพระเจ้าแผ่นดินส่งพระราชสาสน์มา  จึงถวายถ้วยทองและผ้าผืนเล็กๆ ผืนหนึ่งแก่พวกพ่อค้าชาวอังกฤษทุกคน  และยังให้ชาวอังกฤษเข้ามาค้าขายและตั้งหลักแหล่งในไทยได้  และพระราชทานบ้านหลังหนึ่งให้เป็นสถานีการค้า  ลูกัส เอนทูนิส  ได้รับหน้าที่เป็นผู้อำนวยการของสถานีการค้าอังกฤษที่กรุงศรีอยุธยา
·         ชาวอังกฤษเข้าสู่กรุงศรีอยุธยาอีกครั้งหนึ่ง พ.ศ. 2217  สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงต้อนรับเป็นอย่างดี  ได้อนุญาตให้พ่อค้าชาวอังกฤษซื้อดีบุกตามหัวเมืองปักษ์ใต้ได้ตามสะดวก
·         การเข้ามาของพ่อค้าชาวอังกฤษครั้งนี้ทำให้ประวัติศาสตร์ไทยแทบจะเปลี่ยนหน้าไปเลย  เพราะได้นำฝรั่งชาติกรีกเข้ามาคนหนึ่ง นั่นคือ
         นายสมจัย  อนุมานราชธน  ได้เขียนไว้ในเรื่อง   การทูตไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยาว่าเป็นผู้ที่เปลี่ยนวิถีทางเดินแห่งประวัติศาสตร์ไทย เป็นผู้สร้างสัมพันธ์ทางการทูตไปใกล้ต่ออันตรายและการเสียอิสรภาพและอธิปไตยยิ่งนัก ฝรั่งชาติกรีกคนนี้คือ คอนสแตนส์ติน เยราคีส  หรือ คอนสแตนสส์ติน ฟอลกัน นั่นเอง


การเข้ามาของอังกฤษในสมัยรัตนโกสินทร์
              ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1  พระยาไทรบุรี คือ อับดุลละ โมกุรัมซะ  ตกลงเซ็นสัญญาให้อังกฤษเช่า  เกาะหมาก (ปีนัง)  และ สมารังไพร ซึ่งเป็นดินแดนที่อยู่ตรงข้ามเกาะหมากปีละ  1,000  เหรียญ   ซึ่งดินแดนเหล่านี้อยู่ในความดูแลของไทย  เหตุที่พระยาไทรบุรีให้อังกฤษเช่าดินแดนทั้งสองนี้  ก็เพื่อหวังพึ่งอังกฤษให้พ้นจากอิทธิพลของไทย  แต่อังกฤษก็พยายามผูกไมตรีกับไทย  โดยให้ ฟรานซิส  ไลท์ (Francis Light)  หรือกัปตันไลท์   นำดาบประดับพลอยกับปืนด้ามเงินมาทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1   จึงทรงพระราชทานบรรดาศักดิ์ว่า  พระยาราชกปิตัน  ซึ่งเป็นชาวยุโรปคนแรก  ในสมัยรัตนโกสินทร์ที่เข้ารับราชการเป็นขุนนาง  และได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์  หลังจากนั้นอังกฤษได้ส่งทูตเข้ามาติดต่อเป็นทางการอีก รวม  3  ครั้ง คือ
                                ครั้งที่ 1  (ในสมัยรัชกาลที่ 2)    ผู้สำเร็จราชการอังกฤษที่อินเดีย คือ  มาร์ควิส  เฮสติงส์  (Marquis  Hestiongs)  ได้จัดส่งทูตชื่อ จอห์น  คอรว์ฟอร์ด  (John  Crawford)  ซึ่งคนไทยเรียกว่า การะฝัด  นำเครื่องราชบรรณาการเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับไทย  ใน พ.ศ. 2365  ขอเจรจาทำสนธิสัญญาทางการค้ากับไทย  โดยขอให้ไทยยกเลิกการผูกขาดและลดหย่อนภาษีบางอย่าง  และให้ไทยยอมรับอธิปไตยของไทรบุรี  โดยเฉพาะการที่อังกฤษเช่าเกาะหมาก (ปีนัง)  และสมารังไพร  กับขอทำแผนที่ และศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับประเทศไทย เช่น เรื่องพันธุ์พืช   พันธุ์สัตว์  และสภาพประชากรของไทย  เพื่อทำรายงานเสนอรัฐบาลอังกฤษ ปรากกวาการเจรจาคราวนี้ไม่ประสบความสำเร็จ  เนื่องจากเหตุผลต่อไปนี้
                               (1)  ทั้งสองฝ่ายไม่เข้าใจภาษากันดีพอ  ต้องใช้ล่ามแปลกันหลายต่อ  ทำให้ความปลายคลาดเคลื่อนไป  ล่ามของทังสองฝ่ายเป็นพวกคนชั้นต่ำพวกกะลาสีเรือ  ทำให้ขุนนางออกรับแขกเมืองไม่นิยมสวมเสื้อ
                              (2)  ครอว์ฟอร์ดไม่พอใจที่ไทยไม่ยอมอ่อนน้อมต่อังกฤษเหมือนพวกชวาและมลายุ  ส่วนไทยก็ไม่พอใจที่อังกฤษแสดงท่าทางเย่อหยิ่งข่มขู่ดุหมิ่นข่มดุหมิ่นไทย  ไม่เหมือนกับพวกจีนที่ปฏิบัติตนอ่อนน้อมยินยอม  ทำตามระเบียบต่างๆ อย่างดี
                             (3) ไทยไม่ยอมตกลงปัญหาดินแดนไทรบุรีที่อังกฤษขอร้อง
                             (4) ครอว์ฟอร์ดทำการสำรวจระดับน้ำตามปากอ่าวไทยเพื่อทำแผนที่  ทำให้ไทยไม่พอใจ  หลังจากนั้นครอว์ฟอร์ดได้ส่งผู้สำเร็จราชการอังกฤษประจำสิงคโปร์เข้ามาเจริญสัมพนธไมตรีต่อไทย  ไทยจึงเริ่มมีการค้าขายกับลอังกฤษมากขึ้น  ถึงกับมีพ่อค้าอังกฤษเข้ามาตั้งร้านค้าในกรุงเทพฯ ชื่อ โรเบิร์ต   ฮันเตอร์ (Robert Hunter)  คนไทยนิยมเรียกว่า นายหันแตร  ซึ่งนับว่าเป็นพ่อค้าชาวตะวันตกคนแรกที่เข้ามาตั้งร้านค้าขึ้นภายในประเทศไทย  ต่อมานายโรเบิร์ต ฮันเตอร์ ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น หลวงอาวุธวิเศษ  


                            ครั้งที่ 2  (ตอนต้นรัชกาลที่ 3)     ขณะที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3  เสด็จขึ้นครองราชย์ใหม่ๆ  นั้นอังกฤษกำลังมีข้อพิพาททำสงครามกับพม่า ลอร์ด แอมเฮิร์สต์ (Lord Amherst)   ผู้สำเร็จราชการอังกฤษประจำอินเดียได้ส่งร้อยเอกเฮนรี่  เบอร์นี่ (HenryBerney)  ซึ่งคนไทยเรียกว่า บารนี  เป็นทูตเข้ามาเจรจาขอทำสนธิสัญญากับไทย  จุดมุ่งหมายของอังกฤษในการส่งทูตมาทำสนธิสัญญากับไทยในครั้งนี้ คือ
                                        -  เป็นการเจริญพระราชไมตรีและถวายความยินดีในวโรกาสที่ขึ้นครองราชย์
                                       -  ขอให้ไทยส่งกองทัพไปช่วยอังกฤษรบพม่า
                                       - ต้องการตกลงเรื่องเมืองไทรบุรีและหัวเมืองมลายู
                                      - ชักชวนให้ไทยยอมทำสนธิสัญญาทางการค้ากับอังกฤษ
                          การเจรจาครั้งนี้  สามารถตกลงกันได้  จึงมีการลงนามกันในวันที่  20  มิถุนายน 2369

สนธิสัญญาเบอร์นี่
                          สนธิสัญญาฉบับนี้นับเป็นสนธิสัญญาโดยสมบูรณ์ฉบับแรกในสมัยรัตนโกสินทร์  เรียกกันโดยทั่วไปว่า สนธิสัญญาเบอร์นี่  มีสาระสำคัญดังนี้ คือ
                          1.  ไทยกับอังกฤษจะมีไมตรีอันดีต่อกัน  ไม่คิดร้ายหรือรุกรานดินแดนซี่งกันและกัน
                          2. เมื่อเกิดคดีความขึ้นภายในอาณาเขตประเทศไทย  ก็ให้ไทยตัดสินตามกฎหมายและขนบธรรมเนียมและประเพณีของไทย
                          3  ทั้งสองฝ่ายจะอำนวยความสะดวกในด้านการค้าซึ่งกันและกัน  และอนุญาตให้ฝ่ายตรงข้ามเช่าที่ดิน  เพื่อตั้งโรงสินค้า  ร้านค้า หรือบ้านเรือนได้
                         4   อังกฤษยอมรับว่าดินแดนไทรบุรี  กลันตัน  ตรังกานู  เประ  เป็นของไทย
                          และมีสนธิสัญญาต่อท้าย  เป็นสนธิสัญญาทางการค้า  มีสาระสำคัญดังนี้  คือ
                         1  ห้ามนำฝิ่นเข้ามาขายในประเทศไทย  และห้ามนำข้าวสาร  ข้าวเปลือกออกนอกประเทศไทย
                         2  อาวุธและกระสุนดินดำที่อังกฤษนำมา  ต้องขายให้แก่รัฐบาลไทยแต่ผู้เดียว  ถ้ารัฐบาลไม่ต้องการต้องนำออกไป
                         3  เรือสินค้าที่เข้ามาต้องเสียภาษีเบิกร่องหรือภาษีปากเรือ
                         4  อนุญาตให้พ่อค้าอังกฤษขายสินค้าทั่วราชอาณาจักร
                         5  ถ้าพ่อค้าหรือคนในบังคับอังกฤษ  พูดจาดุหมิ่นหรือไม่เคารพขุนนางไทย  อาจถูกขับไล่ออกจากประเทศไทยได้ทันที
                         ผลของสนธิสัญญาฉบับนี้  ทำให้ไทยกับอังกฤษมีความผูกมัดซึ่งและกัน  มีความเท่าเทียมกัน  ไม่มีใครได้เปรียบหรือเสียเปรียบกัน  แต่ไม่เป็นที่พอใจของอังกฤษนัก  เพราะอังกฤษต้องการค้าขายแบบเสรี
                        ครั้งที่ 3  (ตอนปลายรัชกาลที่ 3)   ลอร์ด  ปาลเมอร์สตัน  (Lord Palmerston)  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของอังกฤษ  ส่ง เซอร์ เจมส์ บรูค (James Brooke)  เป็นทูตมาขอแก้สนธิสัญญากับไทยใน พ.ศ. 2393  โดยขอลดค่าภาษีปากเรือ  ขอตั้งสถานกงสุลในไทย  ขอนำฝิ่นเข้ามาขาย  และขอนำข้าวออกไปขายนอกประเทศ  แต่ขณะนั้นรัชกาลที่ 3  กำลังประชวร  จึงไม่มีโอกาสได้เข้าเฝ้า  สนธิสัญญาเบอร์นีจึงยังมีผลใช้บังคับต่อไปโดยไม่มีการแก้ไข


ความสัมพันธ์ประเทศไทยกับประเทศอังกฤษในอดีต
              สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น อังกฤษได้ส่งทูตเข้ามาเจรจาทางการค้าเป็นระยะๆ และได้จัดทำสัญญากับไทย เพื่อให้ตนได้ผลประโยชน์มากที่สุด ในปี 2364 มาควิส เฮสติงส์ ผู้สำเร็จราชการอังกฤษที่อินเดีย ได้แต่งตั้ง จอห์น ครอว์เฟิร์ด เป็นทูตเดินทางเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรี และเจรจาเรื่องการค้ากับไทยแต่ประสบความล้มเหลว เพราะมีปัญหาหลายประการที่เจรจาตกลงกันไม่ได้ เช่น อังกฤษตั้งเงื่อนไขการขายอาวุธปีนกับไทยไว้มาก ไทยยอมผ่อนปรนลดอัตราการจัดเก็บภาษีขาเข้าขาออก แต่ขอให้อังกฤษค้ำประกันจำนวนเรือสินค้าที่จะเข้ามาค้าขาย แต่อังกฤษไม่ยอมรับรอง และปัญหาเรื่องเมืองไทรบุรี ซึ่งไทยถือว่าเป็นเรื่องกิจการภายในราชอาณาจักรจึงไม่ยอมนำหัวข้อนี้มาเจรจา
            ถึงแม้การเจรจาครั้งนี้ไม่สำเร็จ แต่ก็มีเรือสินค้าอังกฤษเข้ามาติดต่อค้าขายกับไทยมากขึ้น ซึ่งไทยก็เปิดให้มีการค้าขายอย่างสะดวกตามระเบียบกฎเกณฑ์ที่ทางการไทยกำหนดไว้
            ต่อมาในปี 2368 สมัยรัชกาลที่ 3 ลอร์ดแอมเฮิร์ส ผู้สำเร็จราชการอังกฤษที่อินเดียคนใหม่ ได้ส่งร้อยเอกเฮนรี่ เบอร์นี่ เดินทางเข้ามาเจรจากับราชสำนักไทย ใช้เวลาเจรจาถึง 5 เดือน ในที่สุดไทยกับอังกฤษก็สามารถทำสัญญาทางพระราชไมตรีและการพาณิชย์ (เรียกสั้นๆ ว่าสนธิสัญญาเบอร์นี่) ลงวันที่ 20 มิถุนายน 2369 ขึ้นมาได้ ซึ่งมีสาระสำคัญบางประเด็น เช่น ไทยจะจัดเก็บภาษีในอัตราที่แน่นอนตามความกว้างของปากเรือ ห้ามอังกฤษนำฝิ่นเข้ามาค้าขาย การค้าข้าวจะซื้อขายกันได้แต่จากพระคลังสินค้าเท่านั้น คนในบังคับอังกฤษเมื่อเข้ามาในราชอาณาจักรต้องปฏิบัติตามกฎหมายไทย อังกฤษยอมรับอธิปไตยของไทยเหนือเมืองไทรบุรี กลันตัน และตรังกานู
            สัญญาเบอร์นี่ อังกฤษได้รับประโยชน์จากการค้า ส่วนไทยได้รับความเสมอภาคและการมีอำนาจเหนือหัวเมืองมลายูบางเมือง
            อย่างไรก็ดี บรรดาพ่อค้าอังกฤษต่างก็ไม่พอใจสัญญาฉบับนี้ เพราะเห็นว่า เฮนรี เบอร์นี อ่อนข้อให้กับราชสำนักไทยมากเกินไป ดังนั้นในปี 2393 ตอนปลายสมัยรัชกาลที่ 3 อังกฤษจึงส่งเซอร์เจมส์บรูค เดินทางเข้ามาขอแก้ไขสัญญาเบอร์นี่กับไทย ซึ่งอังกฤษต้องการให้ไทยยกเลิกระบบการผูกขาดการค้าโดยพระคลังสินค้า ขอให้ไทยลดภาษีปากเรือจากวาละ 1,700 บาท เหลือ 500 บาท และห้ามเก็บค่าธรรมเนียมอื่นใดอีก ขอให้กงสุลอังกฤษเข้ามาร่วมพิพากษาคดีความที่เกิดกับคนในบังคับอังกฤษ รวมทั้งขอสิทธิพิเศษอีกหลายข้อ ซึ่งล้วนแต่เป็นประโยชน์กับอังกฤษทั้งสิ้น ขณะที่ไทยเห็นว่าข้อตกลงในสัญญาเบอร์นี่ มีความเหมาะสม อังกฤษได้รับผลประโยชน์มากอยู่แล้ว ถ้าไทยยอมแก้ไขสัญญาให้สิทธิพิเศษแก่อังกฤษมากไป จะทำให้ชาติอื่นๆ ถือเป็นแบบอย่าง ทำตามอังกฤษบ้าง ดังนั้น การเจรจาจึงไม่ประสบผลสำเร็จ เมื่อเซอร์เจมส์บรูค กลับไปถึงสิงคโปร์ ได้เสนอให้รัฐบาลอังกฤษใช้กำลังทหารบีบบังคับไทยให้ยอมแก้ไขสัญญา แต่รัฐบาลอังกฤษไม่เห็นชอบ ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างไทยกับอังกฤษจึงเป็นไปตามสนธิสัญญาเบอร์นีที่จัดทำขึ้นในปี 2369

การทำสนธิสัญญาเบาว์ริง

·         การทำสนธิสัญญา เบาว์ริง  โดย เซอร์ยอห์น เบาว์ริง  มีสาระดังนี้
·         คนอังกฤษอยู่ภายใต้การควบคุมของกงสุลอังกฤษ  มีอิสรภาพนอกอาณาเขต
·         คนอังกฤษค้าขายได้อิสระและอาศัยในอยุธยาได้อย่างถาวร
·         ยกเลิกค่าธรรมเนียมปากเรือ
·         พ่อค้าอังกฤษซื้อขายได้โดยตรงกับเอกชนสยาม โดยไม่มีใครขัดขวาง
·         สยามสงวนสิทธ์ในการส่งออกข้าว เกลือ และปลา เมื่อจะขาดแคลน



เอกสารอ้างอิง
http://historia.exteen.com/20080109/entry-1
http://www.kullawat.net 
http://www.kwc.ac.th/0e-book%20ThaiKingdom/10RaTaNaGoSin6-1-3.htm





ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น